อ นุ ส ร ณ์ ส ถ า น แ ห่ ง ช า ติ

Link >> Home : กรมยุทธศึกษาทหาร : อนุสรณ์สถานแห่งชาติ : โรงเรียนเตรียมทหาร : โรงเรียนช่างฝีมือทหาร


ขณะนี้ท่านอยู่ที่หน้า : อนุสรณ์สถานแห่งชาติ / อาคารอาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร _ชั้น๑ สนามรบ ๕ เหตุการณ์ / สงครามเวียดนาม

 

 

 

สงครามเวียดนาม

สาเหตุของสงครามเวียดนาม

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง โฮจิมินห์ผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามประกาศไม่ยอมขึ้นกับฝรั่งเศส และได้นำกำลังเข้าต่อสู้กับฝรั่งเศสเป็นเวลาถึง ๙ ปี โดยไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และ ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถโจมตีป้อมปราการสำคัญของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู ูแตก ในวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ จึงได้มีการเจรจาระหว่างฝรั่งเศส และคอมมิวนิสต์เวียดนาม  ผลที่สุดได้มีการลงนามใน “อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ.๒๔๙๗” ที่กรุงเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ ๒๗ ่กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๗ โดยแบ่งแยกประเทศเวียดนามออกเป็น ๒ ส่วน คือ เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้โดยยึดเส้นขนานที่ ๑๗ องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ซึ่งมีการปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์พยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน จึงส่งกำลังกองโจรเวียดกงก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยแฝงเข้าไปในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ

แผนที่เวียดนาม

 


การเข้าร่วมสงครามของประเทศไทย

รัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนามตระหนักดีว่า ตนไม่สามารถต่อสู้กับฝ่ายเวียดนามเหนือ ซึ่งมีประเทศจีนคอมมิวนิสต์ให้การสนับสนุนตามลำพังได้ จึงได้ขอความช่วยเหลือทางทหาร และทางเศรษฐกิจจากประเทศฝ่ายโลกเสรี ภายหลังจากที่รัฐบาลไทยได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการทหาร จากสาธารณรัฐเวียดนามคณะรัฐมนตรีได้ลงมติรับหลักการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐเวียดนาม เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๗ โดยในระยะแรกได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้านการฝึกนักบินไอพ่นแก่่สาธารณรัฐเวียดนาม โดยมอบให้กองทัพอากาศจัดกำลังพลชุดแรกส่งไป เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๗ ต่อมาจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่นักบินและช่างไปช่วยเหลือปฏิบัติการในลักษณะหน่วยบินลำเลียง กำลังส่วนนี้ใช้ชื่อว่า “หน่วยบินลำเลียงทหารอากาศไทยในสาธารณรัฐเวียดนาม” หรือ “หน่วยบินวิคเตอรี่” (VICTORY)

เครื่องบิน c123 ของกองทัพอากาศไทย

พ.ศ.๒๕๐๘ สาธารณรัฐเวียดนามอยู่ในจุดที่ล่อแหลมที่สุด รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงตกลงใจส่งกำลังทหารเข้าปฏิบัติการพร้อมกับกำลังพันธมิตรอีก ๗ ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปญ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สาธารณรัฐจีน และไทย สงครามเวียดนามจึงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

---------------การปฏิบัติการของเรือหลวงพงัน ---------------------------การปฏิบัติการของเรือ ต.๑๒

วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๙ รัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนาม ได้ขอรับความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลไทยเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้น พิจารณาเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องส่งทหารร่วมกับฝ่ายโลกเสรี เพื่อขัดขวางการคุกคามของเวียดนามเหนือต่อสาธารณรัฐเวียดนาม เพื่อพิทักษ์เสรีภาพ และีความมั่นคงแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อประเทศไทย

ในระยะนี้กองทัพเรือได้ เริ่มส่งกำลังทางเรือไปช่วยเหลือในการปฏิบัติการลำเลียง  และเฝ้าตรวจตามชายฝั่งเพื่อป้องกันการแทรกซึมทางทะเลให้แก่สาธารณรัฐเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๙ กำลังทางเรือนี้มีชื่อว่า “หน่วยเรือซีฮอร์ส” (SEA HORSE)

ต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้ลงมติอนุมัติหลักการให้กระทรวงกลาโหม จัดกำลังรบทางพื้นดินเป็นหน่วยเฉพาะกิจไปช่วยเหลือสาธารณรัฐเวียดนาม เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๐ โดยจัดส่ง “กรมทหารอาสาสมัคร” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หน่วยจงอางศึก” กำลังพลประมาณ ๒,๐๐๐ คนเศษ

พ.ศ.๒๕๑๑ “คณะกรรมการพิจารณาความพร้อมรบของทหาร และจัดส่งหน่วยทหารไปเวียดนามใต้เพิ่มเติม” ได้ส่งกำลังเพิ่มเติมในรูปของ “กองพลทหารอาสาสมัคร” หรือ “กองพลเสือดำ” เข้าทำการรบ ทั้งสิ้นจำนวน ๓ ผลัด ๆ ละ ๑ ปี กำลังของทหารไทยทั้งสิ้นที่ไปปฏิบัติการในสาธารณรัฐเวียดนามอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของ กองบัญชาการกองกำลังทหารไทยในสาธารณรัฐเวียดนาม ซึ่งมีหน่วยขึ้นตรง ๓ หน่วยคือ กองพลทหารอาสาสมัคร หน่วยเรือซีฮอร์ส และหน่วยบินวิคตอรี่ ในการปฏิบัติการแต่ละผลัด ทหารไทยได้สร้างวีรกรรมที่สมควรแก่การการยกย่อง และบันทึกไว้เป็นบทเรียนแก่อนุชนรุ่นหลังหลายครั้ง ได้แก่ วีรกรรมที่ฟุกโถ (Phuoc Tho), บินห์สัน (Binh Son), เฟือกกาง (Phuoc Cang), และล็อคแอน (Loc An) ฯลฯ

-------------วีรกรรมที่ฟุกโถ-----------------------------------------การต่อสู้รักษาที่มั่นของทหารไทย

วีรกรรมที่ฟุกโถ (Phuoc Tho)

คืนวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๐ เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. ขณะที่กำลังพลของ กองร้อยอาวุธเบาที่ ๑ กรมทหารอาสาสมัคร จำนวน ๓ หมวด (ประมาณ ๙๐ นาย) กำลังตั้งฐานปฏิบัติการควบคุมเส้นทาง ถนนสายสมเกียรติ (สาย ๓๑๙) ซึ่งเป็นถนนยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายเวียดกงใช้เป็นเส้นทางการส่งกำลังบำรุง และเข้าไปมีอิทธิพลในหมู่บ้านฟุกโถอยู่นั้น ปรากฏว่าฝ่ายเวียดกงได้ส่งกำลัง จำนวน ๑๑ กองพัน (เพิ่มเติมกำลัง) เข้ามาในบริเวณที่ทหารไทยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ 

หมู่บ้านฟุกโถ

เวียดกงเริ่มการโจมตีโดยใช้เครื่องยิงลูกระเบิดยิงปืนใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างจากฐานของ กองร้อยอาวุธเบาที่ ๑ ไปทางตะวันตกประมาณ ๓.๕ กม. เพื่อตรึงมิให้ปืนใหญ่ฝ่ายไทยยิงสนับสนุน กองร้อยอาวุธเบาที่ ๑ นอกจากนี้ยังได้ระดมยิงฐานที่ตั้งของกองร้อยอาวุธเบาที่ ๑ อย่างรุนแรง หลังจากนั้นข้าศึกได้ส่งหน่วย ทหารราบจำนวน ๑ กองพันบุกเข้าโจมตีรอบฐานของกองร้อยอาวุธเบาที่ ๑ โดยเข้าตีเป็น ๓ ทิศทาง คือ ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ, ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันตก

ฝ่ายไทยได้ใช้อาวุธทุกชนิดที่มีเข้าสนับสนุน เพื่อผลักดันการเข้าตีของข้าศึก แต่เนื่องจากข้าศึกมีจำนวนมากกว่า จึงสามารถฝ่าแนวลวดหนามเข้ามาได้ ทหารไทยในแนวรบได้ตอบโต้อย่างรุนแรง ตลอดเวลาโดยไม่ยอมผละจากที่มั่น ส่วนกำลังทหารปืนใหญ่ และเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธของฝ่ายไทยก็ได้พยายามยิงสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา การรบได้ดำเนินมาจนถึงเวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. ข้าศึกเห็นว่าคงไม่ สามารถยึดที่มั่นของไทยได้จึงเริ่มถอนกำลังกลับ การรบได้ยุติลงเมื่อเวลาประมาณ ๐๕.๓๐ น.

ผลการรบ
กองกำลังทหารไทยได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด สามารถสังหารเวียดกงได้ ๑๘๕ ศพ บาดเจ็บ ๘๐ คน ถูกจับเป็นเชลย ๒ คน ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้จำนวนมาก ทหารไทยเสียชีวิต ๘ นาย บาดเจ็บสาหัส ๒๓ นาย บาดเจ็บเล็กน้อย ๔๘ นาย สงครามเวียดนามยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีทีท่า ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด เนื่องจากทุกครั้งที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามและเวียดกงเพลี่ยงพล้ำในด้านการทหาร ก็จะเสนอให้มีการเจรจาสันติภาพเพื่อประวิงเวลาในการปรับกำลังทหาร และบุกเข้าโจมตีสาธารณรัฐเวียดนามใหม่

ทหารไทยปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนเวียดนาม


ระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๔ - ๒๕๑๕ สหรัฐอเมริกาต้องประสบปัญหาภายในประเทศอย่างหนัก ประชาชนอเมริกันทั่วประเทศจึงได้เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลถอนทหารออกจากเวียดนาม  และยุติการช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐเวียดนามทั้งสิ้น

ในที่สุดรัฐสภาอเมริกันจึงลงมติให้รัฐบาลถอนทหารออกจากเวียดนาม และตัดความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐเวียดนาม  โดยมอบอาวุธยุทโธปกรณ์หลักไว้ให้เท่านั้น ประเทศต่าง ๆ ที่ส่งทหารไปร่วมรบจึงจำเป็นต้องถอนทหารกลับ สำหรับประเทศไทยกำลังรบผลัดสุดท้าย ได้เดินทางออกจากเวียดนาม เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๕ การที่ประเทศฝ่ายโลกเสรีถอนทหารออกจากเวียดนาม ทำให้สาธารณรัฐเวียดนามขวัญเสียและหมดกำลังใจในการต่อสู้ นอกจากนี้ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงในคณะรัฐบาล ความล้มเหลวทางการทูตและการโฆษณาชวนเชื่อยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สาธารณรัฐเวียดนามต้องประสบความพ่ายแพ้ในที่สุด


ผลที่ไทยได้รับจากสงครามเวียดนาม

การส่งกำลังเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม ก่อให้เกิดผลดีแก่ประเทศไทย ดังนี้

๑. เป็นการประกาศเจตจำนงอันแน่วแน่ของประเทศในการต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ตลอดจน เผยแพร่ให้นานาประเทศได้ประจักษ์์ในความสามารถของทหารไทย๒. ทหารไทยทั้งสามเหล่าทัพได้รับความรู้ บทเรียนและประสบการณ์ในการรบตามแบบ และนอกแบบการรบร่วมรวมทั้งได้รับความชำนาญในการใช้ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่

๓. กองทัพไทยได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ไทยยังได้นำอาวุธเหล่านั้นมาวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศในโอกาสต่อมา

๔. ทหารกองหนุนซึ่งมีโอกาสได้เข้าปฏิบัติการรบในสงคราม ได้นำความรู้และประสบการณ์จากการรบมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์พัฒนา และป้องกันตนเอง เมื่อกลับไปยังภูมิลำเนา

๕. ยับยั้งและสกัดกั้นมิให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสนำกำลังทหาร เข้ามารุกรานประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากสงครามเวียดนาม แต่ขณะเดียวกัน สงครามครั้งนี้ก็ได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ค่านิยมในการใช้จ่ายอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย เกิดความเสื่อมเสียทางด้านวัฒนธรรม ประเพณี ปัญหาการค้ายาเสพติด ปัญหาโสเภณี เป็นต้น


อนุสรณ์สถานแห่งชาติ กองประวติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ  กองบัญชาการกองทัพไทย
๙ หมู่ ๑๖ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ๑๒๑๓๐.